การคำนวณเครื่องขยายเสียงแบบ Low Impedance
วิธีคำนวณเครื่องขยายเสียงแบบ Low Impedance ต้องคำนึงถึงกำลังวัตต์และค่า Impedance ของลำโพงเพื่อเลือกเครื่องขยายให้เหมาะสม

ครั้งที่แล้วเราได้แนะนำวิธีการคำนวณเครื่องขยายเสียงแบบ Line Volt กันแล้ว แต่ยังเหลือวิธีการคำนวณเครื่องขยายเสียงอีกแบบหนึ่งนั่นคือ วิธีการคำนวณเครื่องขยายเสียงแบบ Low Impedance ซึ่งการคำนวณเครื่องขยายเสียงแบบนี้จะต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้างเดี๋ยวเราไปดูพร้อมกันครับ
สิ่งที่ต้องคำนึงในการคำนวณมีทั้งหมด 2 เรื่องคือ กำลังวัตต์ของลำโพง และค่า Impedance ของลำโพงซึ่งลำโพงส่วนใหญ่จะมีค่า Impedance ภายในตัวอยู่ที่ 8โอห์ม อีกทั้งการเลือกใช้งานระหว่างเครื่องขยายเสียงและลำโพงให้เหมาะสม จะต้องมีค่ากำลังวัตต์ของเครื่องขยายเสียงมากกว่าค่ากำลังวัตต์ของลำโพงเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ขับลำโพงได้เต็มกำลัง โดยเราจะมีตัวอย่างการคำนวณดังนี้
สมมติว่าลำโพงที่เราต้องการใช้งานมีค่า Impedance ที่ 8 โอห์ม และมีกำลังวัตต์ที่ 500 วัตต์ หากนำมาต่อขนานร่วมกันเป็นจำนวนมาก กำลังวัตต์ของเครื่องขยายเสียงต้องมีค่ามากขึ้น และกำลังวัตต์ของลำโพงจะแปรผันตามจำนวนของดอกลำโพงตามตัวอย่างดังนี้
สูตรหาค่า Impedance : ค่า Impedance รวม = ค่า Impedance ของลำโพง / จำนวนของลำโพง *ใช้ในกรณีที่ลำโพงมีค่า Impedance เท่ากันทุกตัว สูตรหาค่ากำลังวัตต์ของลำโพง : ค่ากำลังวัตต์รวมของลำโพง = กำลังวัตต์ของลำโพง x จำนวนของลำโพง
หากเราใช้ลำโพง 2 ตัว จะมีค่า Impedance = 8 / 2 = 4 โอห์ม และค่ากำลังวัตต์ของลำโพง = 500 x 2 ตัว = 1000 วัตต์ หากเราใช้ลำโพง 4 ตัว จะมีค่า Impedance = 8 / 4 = 2 โอห์ม และค่ากำลังวัตต์ของลำโพง = 500 x 4 ตัว = 2000 วัตต์
หลังจากเราทราบค่า Impedance รวม และค่ากำลังวัตต์ของลำโพงแล้ว คราวนี้เราก็มาเลือกเครื่องขยายเสียงให้เหมาะสมกับลำโพงโดยดูจากสเปกเครื่องขยายเสียงของยี่ห้อนั้น ๆ ครับว่ามีกำลังวัตต์ต่อค่า Impedance รวมเท่าใด เช่น หากเราต้องการใช้งานลำโพงช่องละ 2 ตัว เราควรหาเครื่องขยายเสียงที่มีค่า Impedance ที่ 4 โอห์ม และมีกำลังวัตต์ขั้นต่ำที่ 1000 วัตต์ หรือหากเราต้องการใช้งานลำโพงช่องละ 4 ตัว เราควรหาเครื่องขยายเสียงที่มีค่า Impedance ที่ 2 โอห์ม และมีกำลังวัตต์ขั้นต่ำที่ 2000 วัตต์ เป็นต้น