Amplifier (เครื่องขยายเสียง) Class ไหนดี? ตอนที่ 1
เพาเวอร์แอมป์เป็นอุปกรณ์สำคัญต่อคุณภาพเสียง มาทำความรู้จักคลาสของเพาเวอร์แอมป์ Class A, B และ AB ว่าแต่ละคลาสเหมาะกับงานแบบไหน

สำหรับผู้บริโภค และนักเล่นเครื่องเสียง ที่กำลังมองหาระบบเสียงที่ดี เพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพสูงนั้น เพาเวอร์แอมป์ (POWER AMP)ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ และเป็นตัวแปลหลักๆ ในการที่เราจะได้เสียงที่มีคุณภาพสูง
เพาเวอร์แอมป์ (POWER AMP) นั้นจะมีอยู่ด้วยกันหลายคลาส (CLASS) โดยในแต่ละคลาสนั้นจะแบ่งตามลักษณะการทำงานของเทคโนโลยีการออกแบบเพาเวอร์แอมป์ (POWER AMP)และการปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานของวงจรภาคต่างๆภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะใช้ชื่อเรียกตามคลาสเพาเวอร์แอมป์ (CLASS POWER AMP) โดยคลาส (CLASS) ของเพาเวอร์แอมป์(POWER AMP) ในอดีตมีอยู่ 3 CLASS คือ CLASS A , CLASS B และ CLASS AB แต่ปัจจุบันมี CLASS D , CLASS T , CLASS G , CLASS H และอื่นๆอีก โดยเรามาทำความรู้จักในแต่ละคลาส และแต่ละคลาสควรใช้งานแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด
Amplifier ClassA
คลาส A (Class A) พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้เน้นในเรื่องของคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนตํ่า และเสียงรบกวนน้อย แต่มีข้อเสียในเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะมีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาก็ตาม และกำลังขับที่ได้นั้นก็ค่อนข้างจะน้อย แอมป์ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักฟังและผู้บริโภคที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลาง-แหลม ไม่เน้นเสียงดังตูมตาม
Amplifier ClassB
คลาส B (Class B) พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้จะมีการจัดแบ่งการทำงานของทรานซิสเตอร์ในภาคขยายขาออก แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ด้านหนึ่งทำงานในช่วง + อีกด้านหนึ่งทำงานในช่วง – คือแบ่งกันทำงาน จึงทำให้มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่ก็จะมีข้อด้อย คือ ช่วงที่สลับการทำงาน ระหว่าง ช่วง + และ – การทำงานจะไม่ราบเรียบ อาจเรียกได้ว่ามีความพร่าเพี้ยน เรียกกันว่า cross over distortion คือ ความเพี้ยนที่เกิดจากช่วงสลับการทำงานของทรานซิสเตอร์ จึงทำให้เสียงที่ได้มานั้นไม่มีคุณภาพ และในปัจจุบันพาวเวอร์แอมป์ Class นี้อาจจะไม่มีผลิตแล้ว
Amplifier ClassAB
คลาส AB (ClassAB) คือ การรวมเอาระหว่างข้อดีและข้อด้อย ของทั้ง CLASS A และ CLASS B เข้าด้วยกัน นั่นคือ ในช่วงเวลาที่มีสัญญาณขาเข้าเบา ๆ วงจรภาคขาออกจะทำงาน ในแบบ CLASS A แต่เมื่อสัญญาณขาเข้าแรงขึ้น วงจรภาคขาออกจะทำงานในแบบ CLASS B จึงทำให้เครื่องขยายเสียงในลักษณะนี้ มีความเพี้ยนต่ำ และมีประสิทธิภาพสูง ปัจจุบัน พาวเวอร์แอมป์ Class AB จึงเป็น พาวเวอร์แอมป์ ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพงเสียงกลาง-เสียงแหลม และ ขับลำโพงซับวูเฟอร์ (ลำโพงขับเสียงต่ำ)ก็ได้
วันนี้เราพูดถึง Amplifier กันไปถึง 3 class ว่าแต่ละ class เหมาะกับการใช้งานแบบไหน ในบทความต่อไปเราจะมาพูดถึง Amplifier อีก 4 class ที่เหลือและตารางเปรียนเทียบในแต่ละคลาส
คำถามที่พบบ่อย
Amplifier Class A มีจุดเด่นและข้อเสียอย่างไร?
Class A เน้นเรื่องคุณภาพเสียง มีค่าความเพี้ยนต่ำและเสียงรบกวนน้อย แต่มีข้อเสียเรื่องความร้อนที่ค่อนข้างสูง เพราะมีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลาแม้ไม่มีสัญญาณอินพุตเข้ามา และกำลังขับที่ได้ค่อนข้างน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลาง-แหลมมากกว่าเสียงดัง
ทำไม Amplifier Class B ถึงมีปัญหาเรื่องคุณภาพเสียง?
Class B แบ่งการทำงานของทรานซิสเตอร์ในภาคขยายขาออกออกเป็น 2 ช่วง คือด้านหนึ่งทำงานในช่วง + อีกด้านทำงานในช่วง – จึงมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่ในช่วงที่สลับการทำงานระหว่าง + และ – การทำงานจะไม่ราบเรียบ เกิดความเพี้ยนที่เรียกว่า crossover distortion ทำให้เสียงที่ได้ไม่มีคุณภาพ ปัจจุบันแอมป์คลาสนี้อาจไม่มีผลิตแล้ว
ทำไม Amplifier Class AB ถึงเป็นที่นิยมที่สุด?
Class AB รวมข้อดีของทั้ง Class A และ Class B เข้าด้วยกัน คือในช่วงที่มีสัญญาณขาเข้าเบา ๆ วงจรภาคขาออกจะทำงานแบบ Class A แต่เมื่อสัญญาณขาเข้าแรงขึ้นจะทำงานแบบ Class B ทำให้มีความเพี้ยนต่ำและมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังขับได้ทั้งลำโพงเสียงกลาง-เสียงแหลม และลำโพงซับวูเฟอร์