บทความทั้งหมด
PA System6 นาที

ระบบเสียงอาคารสำนักงาน: วางแผนก่อนติดตั้ง

คู่มือวางแผนสำหรับเจ้าของและผู้จัดการอาคาร ตั้งแต่การแบ่งโซนแต่ละชั้น เพลงพื้นหลัง เสียงประกาศ ระบบอพยพ เกณฑ์เลือก 100V Line หรือ IP ไปจนถึงสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนติดต่อผู้ติดตั้งและการส่งมอบงาน

โถงอาคารสำนักงานที่ติดตั้งลำโพงเพดานสำหรับเพลงพื้นหลังและเสียงประกาศ

การติดตั้งระบบเสียงอาคารสำนักงานให้คุ้มค่าในระยะยาว ต้องเริ่มจากการวางแผนของเจ้าของอาคารหรือผู้จัดการอาคารก่อนติดต่อผู้ติดตั้ง ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกยี่ห้อลำโพง เพราะระบบทำหน้าที่ถึงสามอย่างพร้อมกัน คือเสียงเพลงพื้นหลังที่สร้างบรรยากาศ เสียงประกาศเรียกและแจ้งข่าวสาร และเสียงอพยพหนีไฟที่ต้องดังเสมอในภาวะฉุกเฉิน การตัดสินใจเรื่องโซน ลำดับความสำคัญของสัญญาณ และเทคโนโลยีสายสัญญาณ ล้วนต้องถูกกำหนดตั้งแต่ขั้นวางแผน บทความนี้เขียนจากมุมมองของผู้ดูแลอาคาร ว่าต้องคิดอะไร เตรียมอะไร และถามอะไรผู้ติดตั้งก่อนงานเริ่ม

ระบบเสียงอาคารสำนักงานต้องทำอะไรได้บ้าง?

ระบบเสียงประกาศของอาคารสำนักงานที่ดีต้องทำได้อย่างน้อยสี่อย่าง คือ

  1. เปิดเพลงพื้นหลัง (BGM) ในโถงต้อนรับ โถงลิฟต์ และพื้นที่ส่วนกลาง
  2. ประกาศเรียกบุคคลหรือแจ้งข่าวสารเฉพาะชั้นหรือเฉพาะโซนจากจุดประกาศ (Paging Station) ที่ป้อมรักษาความปลอดภัยหรือห้องควบคุมอาคาร
  3. เล่นเสียงตามกำหนดเวลา เช่น สัญญาณเริ่มงาน เลิกงาน หรือข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติ
  4. เป็นระบบเสียงอพยพ (EVAC) ที่รับสัญญาณจากระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้แล้วประกาศข้อความอพยพไปยังโซนที่กำหนด ในมุมของผู้ใช้อาคาร เสียงต้องได้ยินชัดทุกจุดที่มีคนแต่ไม่ดังจนรบกวนการทำงาน ส่วนในมุมของผู้ดูแลอาคาร ระบบต้องควบคุมได้จากจุดเดียวและเพิ่มหรือย้ายโซนได้เมื่อผู้เช่าเปลี่ยน เขียนความต้องการทั้งสี่ข้อลงกระดาษก่อน การคุยกับผู้ติดตั้งจะตรงประเด็นตั้งแต่ครั้งแรก

แบ่งโซนเสียงในอาคารหลายชั้นอย่างไร?

หลักการคือแบ่งโซนตามพฤติกรรมการใช้พื้นที่ ไม่ใช่ตามจำนวนชั้นเพียงอย่างเดียว อาคารสำนักงานทั่วไปมักแบ่งเป็นโซนโถงต้อนรับและโถงลิฟต์ โซนสำนักงานแต่ละชั้น (หรือแต่ละผู้เช่าหากเป็นอาคารให้เช่า) โซนพื้นที่บริการ เช่น โรงอาหาร ทางเดิน โซนลานจอดรถซึ่งต้องใช้ลำโพงฮอร์นและระดับเสียงที่สูงกว่า และโซนบันไดหนีไฟกับพื้นที่หลบภัยที่ต้องได้ยินเสียงอพยพเสมอ ห้องประชุมและหอประชุมภายในอาคารมักมีระบบเสียงของตัวเอง แต่ควรออกแบบให้รับสัญญาณอพยพจากระบบกลางเพื่อตัดเข้าเสียงในห้องได้ เจ้าของอาคารควรตอบให้ได้ก่อนว่า ชั้นไหนมีผู้เช่าหลายราย พื้นที่ไหนต้องเงียบ และในอนาคตจะแบ่งชั้นให้เช่าย่อยหรือไม่ เพราะจำนวนโซนกำหนดขนาดเครื่องขยายเสียงและราคาของระบบโดยตรง การเผื่อโซนสำรองไว้ตั้งแต่แรกถูกกว่าการรื้อฝ้าเดินสายใหม่ภายหลังเสมอ

เพลงพื้นหลังกับเสียงประกาศทำงานร่วมกันอย่างไร?

ทั้งสองอย่างใช้ลำโพงชุดเดียวกันได้ แต่ระบบต้องมีลำดับความสำคัญ (Priority) ที่ชัดเจน คือเสียงอพยพอยู่สูงสุด ถัดมาคือประกาศจากห้องควบคุม ประกาศจากจุดประกาศทั่วไป ข้อความตามกำหนดเวลา และเพลงพื้นหลังอยู่ล่างสุด เมื่อมีการประกาศ ระบบจะลดหรือตัดเพลงในโซนนั้นอัตโนมัติแล้วกลับมาเล่นต่อเมื่อประกาศจบ ควรตัดสินใจด้วยว่าจะใช้เพลงชุดเดียวทั้งอาคารหรือแยกแนวเพลงตามโซน ในโซนที่เสียงรบกวนเปลี่ยนตามช่วงเวลา เช่น โถงลิฟต์ช่วงเช้าหรือลานจอดรถ การใช้เซ็นเซอร์วัดเสียงรบกวน (Ambient Noise Sensing) ปรับระดับเสียงประกาศอัตโนมัติเป็นแนวทางที่ใช้กันทั่วไป ส่วนโซนสำนักงานที่ต้องการความเงียบ ควรกำหนดตั้งแต่แรกว่ารับเฉพาะเสียงประกาศและเสียงอพยพ ไม่เปิดเพลง

ระบบเสียงอพยพ (EVAC) ต้องวางแผนอะไรตั้งแต่ต้น?

สิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจคือ ระบบเสียงอาคารจะทำหน้าที่เป็นระบบเสียงอพยพด้วยหรือไม่ เพราะถ้าใช่ ข้อกำหนดของอุปกรณ์จะสูงขึ้นทันที ในทางปฏิบัติ ระบบเสียงอพยพจะอ้างอิงมาตรฐานสากลอย่าง EN 54 ซึ่งกำหนดเรื่องความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ เช่น แหล่งจ่ายไฟสำรอง การตรวจสอบสายลำโพงและเครื่องขยายเสียงอัตโนมัติ เครื่องขยายเสียงสำรอง และการรับสัญญาณจากแผงควบคุมแจ้งเหตุเพลิงไหม้เพื่อประกาศข้อความอพยพที่บันทึกไว้ล่วงหน้าไปยังโซนที่กำหนด ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอาคารประเภทนั้นกับผู้ออกแบบและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เจ้าของอาคารควรเตรียมข้อมูลระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่มีอยู่ว่ามีจุดเชื่อมต่อสัญญาณออกหรือไม่ และใครเป็นผู้ดูแล เพราะการเชื่อมสองระบบนี้ต้องประสานงานกันตั้งแต่ขั้นออกแบบ ไม่ใช่วันส่งมอบ

เลือก 100V Line หรือ IP: เกณฑ์ตัดสินใจสำหรับเจ้าของอาคาร

การเลือกเทคโนโลยีสายสัญญาณเป็นการตัดสินใจที่มีผลต่อต้นทุนการติดตั้งระบบอย่างมาก ระบบ 100V Line คือระบบเสียงตามสายแบบดั้งเดิมที่เดินสายลำโพงจากเครื่องขยายเสียงส่วนกลาง ส่วนระบบ IP ส่งเสียงผ่านเครือข่าย LAN ของอาคาร (รายละเอียดทางเทคนิคอยู่ในบทความเรื่องระบบเสียง IP Network ในอาคาร: เทคโนโลยีกระจายเสียงยุคใหม่) เกณฑ์ที่เจ้าของอาคารใช้ตัดสินใจคือ

  1. อาคารมีโครงข่าย LAN ครอบคลุมทุกชั้นและมีทีม IT ดูแลหรือไม่ ถ้าไม่มี ระบบ 100V Line มักดูแลง่ายกว่า
  2. งานปรับปรุงที่มีสาย LAN อยู่แล้วแต่ไม่มีช่องเดินสายลำโพง ระบบ IP ช่วยลดงานรื้อฝ้า
  3. ถ้าผู้เช่าเปลี่ยนบ่อยและต้องย้ายโซนตามผัง ระบบ IP ยืดหยุ่นกว่า ถ้าโซนคงที่ ระบบ 100V Line คุ้มค่ากว่า
  4. อุปกรณ์ EVAC ที่อ้างอิง EN 54 มีให้เลือกทั้งสองแบบ แต่ต้องยืนยันกับผู้ติดตั้งก่อน
  5. ระบบ IP มีค่าอุปกรณ์ปลายทางต่อจุดสูงกว่า แต่อาจประหยัดค่าสายและค่าแรงในอาคารสูง ในหลายโครงการคำตอบคือระบบผสม ใช้ 100V Line ในโซนใหญ่อย่างลานจอดรถ และใช้ IP ในชั้นสำนักงานที่ต้องการความยืดหยุ่น

ก่อนติดต่อผู้ติดตั้งระบบเสียงอาคาร ควรเตรียมอะไรบ้าง?

การเตรียมข้อมูลให้ครบก่อนติดต่อผู้ติดตั้งระบบเสียงอาคาร ช่วยให้การสำรวจหน้างานและการออกแบบเร็วขึ้น สิ่งที่ควรเตรียมคือ

  1. แบบแปลนอาคารทุกชั้น พร้อมตำแหน่งฝ้าเพดาน ช่องเดินสาย และห้องควบคุม
  2. รายการโซนที่ต้องการ พร้อมระบุว่าโซนไหนมีเพลง โซนไหนรับเฉพาะประกาศ
  3. จำนวนและตำแหน่งจุดประกาศ
  4. ข้อมูลระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบเครือข่ายที่มีอยู่
  5. ข้อจำกัดในการทำงาน เช่น ทำงานได้เฉพาะนอกเวลาทำการ
  6. กรอบงบประมาณ กำหนดเวลา และรูปแบบการจัดซื้อ หากเป็นหน่วยงานราชการที่ต้องจัดทำ TOR หรือ BOQ VAN INTERTRADE ช่วยร่างสเปกและรายการปริมาณงานได้ และให้คำปรึกษาพร้อมสำรวจหน้างานฟรี สำหรับกรอบราคาโดยประมาณของระบบเสียงประกาศ ระบบขนาดเล็ก 1–2 โซน ลำโพง 5–10 ตัว เริ่มต้นราว 60,000 บาท ขนาดกลาง 3–6 โซน ลำโพง 20–50 ตัว เริ่มต้นราว 200,000 บาท และขนาดใหญ่ 6 โซนขึ้นไป ลำโพง 50 ตัวขึ้นไป เริ่มต้นราว 500,000 บาท โดยราคาจริงขึ้นอยู่กับผลสำรวจหน้างานและการออกแบบ

ส่งมอบงานและฝึกอบรม: ขั้นตอนที่มักถูกมองข้าม

ระบบเสียงอาคารจะใช้งานได้ยาวนานก็ต่อเมื่อทีมอาคารใช้งานเป็นและมีเอกสารครบ ในวันส่งมอบ เจ้าของอาคารควรขอ

  1. แบบติดตั้งจริง (As-built) พร้อมผังโซนที่ระบุว่าลำโพงตัวไหนอยู่โซนใด
  2. บันทึกผลทดสอบระดับเสียงแต่ละโซน ลำดับความสำคัญ และการทดสอบร่วมกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
  3. คู่มือที่ทีมรักษาความปลอดภัยและช่างอาคารอ่านเข้าใจ
  4. การฝึกอบรมหน้างาน ให้ผู้ใช้ทดลองประกาศ เลือกโซน ตั้งเวลา และดูสัญญาณแจ้งความผิดปกติด้วยตัวเอง
  5. ข้อตกลงบริการหลังการขาย VAN INTERTRADE ทำงานตามขั้นตอน ปรึกษา สำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง ฝึกอบรม และบริการหลังการขาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2529 มีประสบการณ์งานระบบเสียงและระบบภาพและเสียง 40 ปี ผ่านงานมากกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ เริ่มจากรายการคำถามในบทความนี้ แล้วการติดตั้งระบบเสียงจะเป็นการลงทุนที่ใช้งานได้จริงไปอีกหลายปี

คำถามที่พบบ่อย

ติดตั้งระบบเสียงอาคารสำนักงานควรเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากกำหนดหน้าที่ของระบบให้ชัด คือเพลงพื้นหลัง เสียงประกาศ เสียงตามกำหนดเวลา และเสียงอพยพ แล้วจึงทำรายการโซนตามพฤติกรรมการใช้พื้นที่ ก่อนที่จะพูดถึงยี่ห้อหรือรุ่นของอุปกรณ์

ควรแบ่งโซนเสียงตามชั้นหรือไม่?

ควรแบ่งตามพฤติกรรมการใช้พื้นที่มากกว่าจำนวนชั้น เช่น โถงต้อนรับ พื้นที่สำนักงานแต่ละชั้นหรือแต่ละผู้เช่า พื้นที่บริการ ลานจอดรถ และบันไดหนีไฟ และควรเผื่อโซนสำรองไว้ตั้งแต่แรกเพราะถูกกว่าการเดินสายใหม่ภายหลัง

ระบบเสียงอาคารใช้เป็นระบบเสียงอพยพได้หรือไม่?

ได้ หากอุปกรณ์เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบเสียงอพยพ ซึ่งในทางปฏิบัติมักอ้างอิงมาตรฐาน EN 54 เช่น มีไฟสำรอง ตรวจสอบสายลำโพงและเครื่องขยายอัตโนมัติ และเชื่อมกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอาคารของคุณ

ระบบ 100V Line กับระบบ IP เลือกอย่างไร?

ดูจากโครงข่าย LAN และทีม IT ที่มี งานใหม่หรืองานปรับปรุง ความถี่ในการเปลี่ยนโซน มาตรฐานของระบบอพยพ และงบประมาณระยะยาว โซนคงที่มักเหมาะกับ 100V Line ส่วนชั้นที่ต้องการความยืดหยุ่นเหมาะกับ IP และหลายโครงการใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน

ต้องเตรียมอะไรก่อนขอใบเสนอราคาติดตั้งระบบเสียงอาคาร?

แบบแปลนทุกชั้น รายการโซน จำนวนและตำแหน่งจุดประกาศ ข้อมูลระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และเครือข่ายที่มีอยู่ ข้อจำกัดในการทำงาน และกรอบงบประมาณกับกำหนดเวลา VAN INTERTRADE ให้คำปรึกษาและสำรวจหน้างานฟรี และช่วยร่าง TOR หรือ BOQ สำหรับหน่วยงานราชการได้

วันส่งมอบระบบเสียงอาคารควรได้รับอะไรบ้าง?

แบบติดตั้งจริงพร้อมผังโซน บันทึกผลทดสอบระดับเสียง ลำดับความสำคัญ และการทดสอบร่วมกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ คู่มือที่ทีมอาคารอ่านเข้าใจ การฝึกอบรมหน้างาน และข้อตกลงบริการหลังการขาย

พร้อมเริ่มโครงการของคุณแล้วหรือยัง

ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้โดยตรง หรือขอใบเสนอราคาสำหรับงานระบบของคุณ